คำตอบของข้อสงสัยต่างๆ
มันอาจทำให้เรื่องของผมและเธอ
ที่เคยสร้างรอยยิ้มให้กับหลายๆคนหมดไป
บางทีชีวิตคนก็เหมือนนิยายจริงๆ ครับ
ถ้าคุณมองความรักในแง่ดี ก็ขอให้เรื่องของผมจบไว้เท่านั้น
อย่าได้อ่านต่อจากนี้เลย ผมเองยังอยากให้เวลาผมหยุดแค่ตอนนั้น
...และไม่อยากอ่านเรื่องราวต่อไปจากนี้เหมือนกัน
> ช่วงนี้เรื่องรักมาแรง ผมก็มีเรื่องอยากจะเล่าให้ฟังเหมือนกัน
>
อันนี้เป็นเรื่องจริงนะ
>
>
ย้อนกลับไปเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ตอนที่ผมกำลังหลับอย่างสบายอยู่นั้น
>
ก็ได้ยินเสียงคนคุยกันวุ่นวาย อยู่หน้าห้อง เลยเป็นครั้งแรกในรอบ
2 อาทิตย์
>
ทีมีโอกาสได้เห็นนาฬิกาบอกเลข 08:00 ซักที
>
เอาตาไปแนบที่มองตรงประตูจึงรู้ว่า
>
ห้องว่างที่เยื้องห้องเรามีคนเข้ามาอยู่แล้วซิ
>
ห้องนั้นเราเคยพยายามเข้าไปขโมยอะไหล่พวก ฝักบัวมาเปลี่ยนกับห้องเรา
>
ตั้งใจว่าวันนี้จะไปเอาบานเกล็ดมา ว้า ไม่ทันซะแล้ว
>
ช่วงเที่ยง ตอนออกจากห้องก็เห็นประตูห้องนั้นเปิด
>
สงสัยเจ้าของห้องกำลังจัดของอยู่
>
อ๊ะ เป็นอาม่าด้วย เราจะมีอาม่าเป็นเพื่อนแล้ว อ้าวอาม่ามีลูกเล็กด้วย
>
โอยอย่างงี้เด็กร้องโวยวาย เรานอนไม่หลับแน่เลย เฮ้ย
มีหมาด้วย
>
มีครบเลยเครื่องมือโวยวาย ไปกันใหญ่แล้ว
>
แต่ก็ไม่ได้อยู่ดูต่อว่า อาม่ามีอะไรเป็นอุปกรณ์เสริมอีก
เพราะต้องรีบไป
>
นัดเพื่อนไว้เดี๋ยวโดนเตะ
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
>
วันนั้นผมกลับมาดึกเพราะคืนวันเสาร์ ตามประสาคนโสด
อยู่ห้องไม่เป็นหรอก
>
ตอนกำลังใขกุญแจเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงเพลงดังมาจากห้องนั้น
อืมมม อาม่าาาา ฟังเพลงวัยรุ่นดีจัง
>
แล้วชีวิตผมก็ดำเนินต่อไปตามปกติ กลางคืนก็ทำงาน ตื่นตอนเที่ยง
ตอนบ่ายก็ออกไปกินข้าว
>
ผมทำงานเป็น Freelance นะครับ เวลาเลยไม่ตรงกับชาวบ้านเขา
บางทีก็กลางวันนอน
>
กลางคืนทำงาน เพราะมันสงบดี
>
>
ประมาณ 2 อาทิตย์ถัดจากนั้น ช่วงเช้าอีกแล้ว
>
ผมกำลังนอนอยู่เลยก็มีคนมาเคาะประตู พี่ Security
นี่เอง
>
ผมจึงเปิดประตูออกไป
>
"สวัสดีครับขออนุญาติรบกวนครับ"
>
"ครับไม่เป็นไรครับ ผมตื่นเช้าอยู่แล้ว ฮะ ฮะ
ฮะ มีอะไรครับ" หัวเราะแห้งๆ
>
"คือเมื่อคืนมีขโมยเข้ามาขโมยของ ไม่ทราบห้องคุณมีอะไรหายไหมครับ"
>
"อ้าวขโมยมาได้ไง พี่ไม่อยู่เหรอ" ผมตอบแบบเบลอ
ๆ
>
"อยู่ครับ แต่ผมหลับ"
>
อ้าวไปนั่น พี่ยาม เอ้ยต้องเรียก Security ซิ หลับในเวลางาน
>
ขโมยเข้ามาขโมยของอีก
>
อย่างงี้เค้าเรียก หลับยาม เอ๊ะ หรือ หลับ Security
ละ งง
>
"ห้องผมเหรอ ไม่มีอะไรหายหรอก เมื่อคืนผมทำงานอยู่ทั้งคืน"
>
"แล้วคุณเห็นอะไรที่ผิดปกติบ้างไหมครับ เมื่อคืนจนถึงวันนี้"
>
กำลังจะบอกว่าพี่นั่นละ มาปลุกผม ผิดปกติที่สุดแล้ว
แต่กลัวโดนเตะ
>
เลยไม่ได้บอกไป แล้วพี่ Security แกก็ไปเคาะห้องต่อไป
แกคงเคาะมาหลายห้องแล้วละท่าทาง
>
คราวนี้เป็นห้องอาม่า เออ ดีๆๆ เดี๋ยวพี่ Security
เห็นอาม่าเลี้ยงหมา
>
กฏเค้าห้ามเลี้ยง อาม่าโดนแน่ บาปจังเราแกล้งคนแก่
>
ด้วยความที่อยากจะเห็นอาม่าโดนจับได้ว่าเลี้ยงหมาผมเลยแกล้ง
>
ทำโน่นทำนี่ โดยไม่ปิดประตู แล้วพี่ Security แกก็ดำเนินการตามบทที่แกท่องมา
>
ก๊อก ๆ ๆ "สวัสดีครับขออนุญาติรบกวนครับ"
>
".................."
>
"สวัสดีครับขออนุญาติรบกวนครับ" ย้ำอีกรอบ
>
"ซักครู่ค่ะ" ตอนนั่นผมกำลังง่วนกับการแกล้งเก็บโน่นเก็บนี่แต่นึกในใจ
>
อาม่าเสียงหวานจัง
>
"มีอะไรเหรอค่ะ" ประตูห้องอาม่าเปิดออกมาพร้อมเสียง
>
"คือเมื่อคืนมีขโมยเข้ามาขโมยของ ไม่ทราบห้องคุณมีอะไรหายไหมครับ"
>
"ไม่มีนี่คะ คุณขึ้นมาก็ดีแล้ว ช่วยบอกช่างให้มาเปลี่ยนฝักบัวเร็วหน่อยนะคะ
>
แจ้งไปหลายวันแล้ว รบกวนด้วยนะคะ"
>
อึ๊ก นี่พูดกระแทกเราป่าวเนี่ย อาม่าเสียงเพราะแฮะ
>
แล้วผมก็เลยออกไปดูเจ้าของเสียง อ้าวไม่ใช่อาม่านี่
ไม่ใช่หมาด้วย
>
ผู้หญิงผมยาว ตัดผมไสลด์ หน้าม้านิดๆ ผิวขาว สูงพอดีๆ
โหยยยย
เราหลงผิดตั้งนาน
>
อาม่านั่นอาจจะเป็นญาติเธอก็
>
ได้ เธอมองมาทางผมผมก็มองมาทางเธอในใจนึกขอบคุณขโมยคนนั้นมาก
>
ที่ทำให้ผมได้เห็นอะไรดีๆ แบบนี้ตั้งแต่เช้า
>
พรุ่งนี้มาอีกก็ได้นะ แต่ไปขโมยห้องอื่นละกัน เรามองกันซักแว้บนึง
>
แต่ใจผมคิดว่ามันนานมากเลย แล้วก็มีเสียงพูดขัดขึ้นมา
>
"แล้วคุณเห็นอะไรที่ผิดปกติบ้างไหมครับ เมื่อคืนจนถึงวันนี้"
พี่ Security
>
ท่องบทของแกต่อ
>
"ไม่มีนี่คะ อืม ไม่มีนะ" เธอหลบตาจากผมแล้วก็ไปคุยกับพี่
Security
>
ต่อแล้วพี่แกก็จากไป
>
ก่อนที่จะปิดประตูผมแอบมองหน้าเธออีกครั้ง
>
คือเวลาคนเรามันรุ้สึกดีกับอะไรบางอย่าง โลกมันก็ดูดีไปหมด
>
อาม่าของผม คงอายุไม่เกิน 22 แน่เลย จากที่ไม่เคยสนใจว่าจะมีใครอยู่รอบตัว
>
แต่ตอนนั้นคำถามมากมาย เกิดขึ้น
>
เธอเป็นใคร ชื่ออะไร เฮ้อออออออ
>
นี่หากพี่ Security ถามผมอีกทีตอนนั้น ผมจะบอกพี่แกไปว่า
>
"ผมมีของหายแล้วครับ เพิ่งหายเมื่อกี้นี่เอง
หัวใจครับพี่ หัวใจ"
>
แล้วให้พี่แกจับอาม่าของผมไปซะให้เข็ด โทษฐานขโมย
>
หัวใจ =)
หลังจากวันนั้นผมก็พยายามออกนอกห้องเหลือเกิน
เมื่อก่อนละเก็บตัวเดี๋ยวนี้ขยันออกไปทิ้งขยะมาก เผื่อเจอหน้าเธอก็ยังดีห้องผมเลยไม่มีขยะ
เลยซักชิ้น ความรักทำให้ห้องสะอาดได้ด้วยแฮะ
>
ผมมาเจอเธออีกทีหลังจากนั้นอีก 2 วัน ผมกลับมาจาก
>
ไปพบลูกค้า กำลังจะเข้าห้อง ตกใจแทบแย่ไม่คิดว่าจะเจอกัน
เธอนั่นเอง
>
กำลังจะออกไปข้างนอก อ้าวเธอยังเรียนอยู่เลย
>
คงเรียนมหาลัยไกล้ๆ นี่แน่เลย โหยรู้งี้ หากมาช้ากว่านี้
1 นาที
>
ตรงหัวมุมได้เดินชนกันแบบในหนังแน่ รู้ตัวอีกทีเธอเดินไป
>
ลงลิพท์ซะแล้ว เพ้อนานไปหน่อย
>
>
โอยทำไงละ แย่แล้วแล้ว ชื่อเค้ายังไม่รู้ แล้วเค้ายังเรียนอยู่เลย
>
เรามันก็ทำงานแล้วด้วยซิ เธอน่าจะอยู่ซักปี 4 ผมเรียนจบมาแล้ว
2
>
ปี แสดงว่าเธออ่อนกว่าผม 3 ปีอย่างมาก ทำยังไงจึงจะได้ทีโอกาสรู้จักกับเธอละ
>
หากเข้าไปคุยเลยจะหาว่าหัวงูหรือป่าวอะ ไม่มั้ง
>
หรือเป็นแบบพี่ชายดี แบบเข้าไปติว ไม่ได้อีก เธอคงไม่เรียนคณะเดียวกะเราหรอก
>
คณะเราไม่เคยมีหญิงงามแบบนี้ ดูจากสถิตินะครับ
>
คืนนั้นผมนอนคิดแผนตลอดเลย ว่าจะคุยกับเธอได้ไง ตอนนี้อยากเอาฝักบัวไปคืนจัง
>
แถมคนอาบให้ด้วยเลยเอ้า
>
>
หลังจากวันนั้นผมก็เจอเธอเรื่อยมา เดินสวนกันบ้าง
ขึ้นลิฟท์พร้อมกันบ้าง
>
แต่ผมก็ยังหาโอกาสเหมาะๆ คุยกับเธอไม่ได้
>
ผมไม่กล้าด้วยละ มันนานเกินไปที่จะแล้วที่จะถามว่า
"มาอยู่ใหม่เหรอครับ" เฮ้อ
>
>
ตกเย็นวันหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่ผมขี้เกียจเลยไม่ทำงาน
นั่งเล่นเกมส์ทั้งวัน
>
ตอนเย็นเบื่อๆ เลยลงไปเล่นกะน้องหมา ใต้ตึกน้องหมาเหล่านี้
>
เป็นหมาจรจัดที่มาเกิดลูกไว้นะครับ พวกนี้พักดีกับผมทุกตัว
>
เพราะผมจะเอาข้าวที่เหลือมาให้กินประจำ ผมไม่ได้เกลียดหมาหรอกนะ
>
อ่านแล้วจะหาว่าผมเกลียดหมาในห้องอาม่า
>
ระหว่างที่เล่นกับน้องหมาอยู่ก้มีรถเข้ามา ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร
มองดีๆ อีกที
>
เธอนั่นเอง
>
กลับมาจากเรียน แล้วเธอก็เอารถเข้าไปจอดที่จอดรถ แต่เธอไม่ยอมลงจากรถ
>
นั่งฟุบหน้ากะพวงมาลัยอยู่ อ้าวเกิดอะไรขึ้นละ
>
ผมยืนมองด้วยความเป็นห่วง เธอเป้นอะไรหรือป่าว ทำไมนิ่งไปแบบนั้น
>
น้องหมาก็คงสงสัยว่าผมเป็นไรไปหรือป่าว ทำไมยืนมอง
>
นิ่งแบบนั้น คนมองคน หมามองคน มองด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเหมือนกัน
>
ผมไม่รู้ว่าเธอนั่งอยู่อย่างนั้นนานแค่ไหน เพราะผมขึ้นมาก่อน
>
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมสงสัยคือ เธอต้องมีปัญหาอะไร
>
แน่ หรือว่าทะเลาะกับแฟนมา หน้าตาแบบนี้เหงาหรือโสดได้ไม่นานหรอก
>
คงมีแฟนแล้วแน่เลย
>
ผมคิดไปต่างๆนาๆ
>
ผมกับเธอห่างกันแค่ผนังกั้น แต่เหมือนกับไกลกันคนละโลก
>
เรื่องผมมีแค่นี้เอง สั้นไปหน่อย นี่หากผมได้รู้จักกับเธอ
>
คงมีโอกาสได้มาเล่าต่อ
>
ทำไงดีละ
>
>
ถัดจากวันนั้นอีกวัน ผมเลยคิดว่ายังไงก็ต้องให้รู้จักกับเธอให้ได้
ก็เลยคิดว่า
>
หากลงไปถามป้าที่ดูแลตึกอาจจะรู้อะไรก็ได้ นิดหน่อยๆ
ก็เอาละ
>
ผมเลยแกล้ง (อีกแล้ว) ลงไปนั่งที่ชั้นล่างอ่านหนังสือพิมพ์
ซื้อหนมป้ามากิน
>
ป้าแกขายหนมด้วยนะ
>
"ป้าๆ ตอนนี้มีห้องว่างไหมครับ เพื่อนผมจะมาอยู่"
เอ้อ
>
เริ่มเรื่องได้ดีแฮะเรานี่ ไม่ได้คิดมาก่อนเลยนะ
>
"ไม่มีหรอกหนู ห้องตรงข้ามหนูละ ห้องสุดท้ายแล้ว"
เข้าล็อค ป้ารู้ใจจัง
>
"อ้าวห้องตรงข้ามนั่นมีคนมาอยู่แล้วเหรอ ผมจะถามห้องนั้นละป้า"
>
เริ่มเข้าเรื่องแล้ว
>
"ไม่มาบอกป้าก่อน แล้ววันนี้ไม่ทำงานเหรอหนูนะ"
อ้าว
>
ป้าอย่าเพิ่งเปลี่ยนเรื่องดิ
>
"วันนี้ไม่ได้ออกไป ทำที่ห้องนะป้า แล้วห้องนั้นเค้าซื้อหรือเช่าละป้า"
>
ผมพาป้ากลับเข้าเรื่อง
>
"เออ หนูไอ้หมาพวกเนี้ย ใครให้มันข้าวกินเหรอ
ทำไมมันอยู่ดีกันทุกตัวเลย"
>
ไม่เอาเรื่องหมา เข้าเรื่องเหอะ พลีสๆๆ
>
"อ้อ ห้องนั้นเหรอ เค้ามาเช่านะ เห้นบอกจะซื้อต่อ
เออ
>
ยังไม่เปลี่ยนฝักบัวให้เลย ช่างก็ไม่ยอมมา" เรื่องฝักบัวอีกแล้ว
>
"เห็นเมื่อเช้าเดินถือกระเป๋าออกไป"
>
แล้วป้าแกก็เปลี่ยนเรื่องไป ผมเลยได้ข้อมูลเพิ่มมาอีกนิดหน่อย
มาเช่า
>
กับออกไปเมื่อเช้า
>
แล้วมันจะช่วยอะไรผมได้ไหมเนี่ย อ้าๆๆ ยังมีอีกคน
พี่ Security
>
อันนี้ผู้ชายอาจเปิดใจได้มากหน่อย หึหึหึ
>
ผมเลยตรงไปนะป้อมยาม เอ ไปเฉยๆ ไม่ดีแน่เลย แอบไปซื้อบุหรี่
กะมาติดสินบน
(หนูๆ
>
อย่าเอาอย่างนะ สูบ
>
บุหรี่ไม่ดีเน้อ) จริงๆ ผมไม่ได้สูบบ่อยหรอก กินเหล้าทีสูบที
>
แต่วันนี้เลยแกล้งเดินไปไกล้ๆ แล้วจุดบุหรี่ พี่แกหันมายิ้ม
>
เลยยื่นให้แกไป เข้าล็อคอีกราย
>
"ไม่ทำงานเหรอครับคุณ วันนี้" นี่หน้าเรามันขยันมากเลยเหรอ
>
เจอหน้าต้องถามเรื่องงาน
>
"ไม่ละพี่ เออพี่ตกลงจับขโมยได้ปะ" ถามโง่ๆ
งั้นละ จับได้ก็บ้าแล้ว
>
"ไม่ได้หรอกคุณ โจรสมัยนี้"
>
"เอ้อพี่ ห้องที่อยุ่เยื้องๆ ห้องผมนะเค้ามาอยู่ใหม่เหรอ"
>
เข้าเรื่องอย่างไม่ปี่มีขลุ่ย
>
"อ๋อห้องนั้นเหรอ ใช่ๆ เพิ่งมาอยู่ ลูกสาวเค้ายังเรียนอยู่เลย
>
ว่าแต่ถามทำไมเหรอคุณ" พี่แกหันมายิ้มมีเลสนัย
>
"ก็ป่าวนี่ถามดูเฉยๆ " พูดไปไม่สบตา เดี๋ยวจับได้ว่าโกหก
>
"เมื่อวานผมเห็นด้วยละ เห็นคุณ ... " พี่แกเรียกชื่อห้องแทน
อาม่า ของผม
>
แกคงไม่รู้ชื่อ
>
"เห็นนั่งร้องในรถนะ ผมจะเข้าไปถามก็ลังเล ไม่รู้เป็นอะไร"
>
สรุปแล้วว่าร้องจริงด้วย
>
"นานไหมพี่"
>
"ซัก 30 นาทีได้มั้ง แล้วเค้าก็ขับรถออกไปอีกที
เมื่อเช้าก็ออกไปแล้วนี่
>
หิ้วกระเป๋าใบโตออกไป ฝากให้ผมดูห้องให้ด้วย
>
บอกจะไป ตจว 2-3 วันนะ"
>
ไปต่างจังหวัด ร้องให้ในรถ โอย อกหักชัวร์ แบบนี้ไปทะเลชัวร์เลย
>
คนอกหักต้องไปทะเล ว่าแต่เธอไปทะเลที่ไหนเหรอ
>
ใกล้ๆ ขับรถไปไม่น่าจะเกิน ชะอำ หัวหิน ระยอง หรือ
เสม็ด
>
หากตามไปแล้วเจอกันที่ทะเลนะ โอกาสคุยกันมีแน่
>
"เอ๊ะ คุณเราอยู่ห้องเยื้องๆ กันนี่"
อูยแค่คิดประโยคเริ่มก็สุดแสนจะเนียนแล้ว
>
แล้วเราก็รู้จักที่ทะเล เพ้อไปใหญ่แล้ว
>
คงจะหาเจอหรอกนะ แล้วเธอไปจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย
อาจจะกลับบ้านก็ได้
>
เฮ้อออออ
>
>
ผมกลับขึ้นมาด้วยใจที่ห่อเหี่ยว เห็นห้องเธอล็อคยิ่งแล้วใหญ่
>
ถึงแม้จะไม่ได้คุยกัน แต่อย่างน้อยรู้ว่าอยู่ก็ยังดี
เพราะเราห่างกันแค่
>
ไม่เกิน 3 เมตรใครนะทำให้เธอร้องไห้ ใจร้ายจริงๆ
>
หากเป็นผมละก็รับรองไม่มีวันหรอก
>
คืนนั้นผมรุ้สึกเหงาเป็นพิเศษนั่งทำงานไปแบบเหม่อๆ
ใจนึงก็คิดถึงแต่หน้าเธอ
>
อีกใจก็เป็นห่วงเธอ อีกใจก็อยากรู้จักเธอ
>
นี่ผมหลายใจเหมือนกันนะเนี่ย ผมผ่านคืนนั้นมาอย่างเบลอๆ
จริงๆ
>
>
เช้าวันที่ 4 ที่เธอหายไป ฝนตกหนักมาก ตกอย่างไม่ลืมหูลืมตาเลย
>
กิจวัตรประจำวันของผมในช่วง 2-3 วันนี้คือ เปิดประตูออกไปดูว่าห้อง
>
ของเธอยังล๊อคกุญแจอยู่หรือเปล่า วันนี้ก็ยังล็อคอยู่
ไม่ได้รู้ตัวเลย
>
ว่ามีใครที่เธอไม่รู้จักเค้ากำลังคิดถึงเธออยู่นะ
ไม่ไกลเลยเยื้องๆ กันนี่ละ
>
เวลาที่เรารอคอยอะไรบางอย่างเนี่ย เหมือนเวลามันนานขึ้นจริงๆ
เลย
>
เพื่อไม่ให้ฟุ้งซ่านวันนี้เลยออกไปทำงานดีกว่า กว่าจะกลับมาก็ค่ำๆ
แล้ว
>
แล้วสิ่งที่ผมรออยู่ก็มาซักที เธอกลับมาแล้วห้องเธอไม่ได้ล็อคกุญแจ
>
เย้วว ดีใจจัง
>
คืนนั้นผมตั้งใจไว้แล้วว่า เป้นไงเป้นกันไม่มีอะไรจะเสีย
ยังไงต้องหาเรื่อง
>
คุยกับเธอให้ได้
>
>
รุ่งขึ้นผมกำลังดักรอเหยื่อเหมือนหมาป่าจ้องจับลูกแกะ
รอจังหวะที่เธอออกจากห้อง
>
ผมจะออกด้วย แล้วตอนอยู่ในลิฟท์นี่ละ ผมจะเริ่มเลย
หึหึหึ ไม่ใช่ลวนลามนะ คุย
>
เฉยๆ ผมตื่นเช้ามาก แต่งตัวรอ แสตนบายไว้ แต่กว่าจะเริ่มแผนได้ก็เกือบ
ชม
>
จากที่ผมสังเกตทุกวันนี้เธอจะมีเรียนนะครับ เลยแน่ใจว่าเธอต้องออกมาแน่
>
แล้วพอมีเสียง
>
ก๊อกแก๊ก ใช่แล้วเธอออกมาแล้ว ผมทิ้งระยะแป๊บนึงก็ออกตามมา
>
แล้วเราก็ยืนรอลิฟท์พร้อมกัน เป็นการรอที่วิเศษจริงๆ
ยืนไกล้ๆกัน
คนอะไรหอมจัง
>
ผมนึกในใจ ทำไมไม่คุยวะ คุยสิๆๆๆ แต่ตอนนั้นเหงื่อมันแตกพลักเต็มฝ่ามือแล้ว
>
เหมือนเด็ก 15 เริ่มจีบผู้หญิงเลย ลิฟท์ก็ลงมาเรื่อยๆๆ
จะมาถึงชั้นที่ผมรอแล้ว
>
แล้วก็ไม่ได้คุย ลิฟท์มาซะก่อน ยังมีโอกาสในลิฟท์ไง
>
ในลิฟท์เพราะมีเพียงผมและเธอเท่านั้น
>
ตอนที่ประตูลิฟท์กำลังจะปิดนั่นเอง
>
"รอป้าด้วยหนู" ป้าเมด มาทำไมเนี่ย ไอ้ครั้นเราจะรีบปิดลิฟท์ก็น่าเกลียด
>
ป้าแกไม่ได้มาตัวเปล่านะ
>
แกหิ้วถังน้ำมากับอุปกรณ์ทำความสะอาดสารพัดมาด้วย
ตอนแกจะเข้าลิฟท์ทุลักทุเล
>
พอสมควร
>
ผมเลยช่วยแกยกถังน้ำเข้ามา
>
"เหนื่อยเหลือเกินวันนี้ ไปทำงานกันเหรอเด็กๆ
"
>
"ครับ"
>
เธอยิ้มไม่ได้ตอบอะไรเพราะเธอยังไม่ทำงานนี่เองเลยไม่มีสิทธิ์ตอบคำถามนี้
>
>
แล้วบรรยากาศที่สดใสของผมก็มาคุเลย เตรียมตัวแต่เช้าเจอสกัดดาวรุ่งเข้าไป
>
ตอนลิฟท์
>
ถึงชั้น G ป้าแกก็เริ่มขนของๆ แกออกผมก็ช่วยยกถังน้ำ
ระหว่างที่กำลังยกนั่นเอง
>
ประตูลิฟท์ก็หนีบ
>
ผม โอวแม่เจ้า ผมโดนลิฟท์ต่อหน้าสุดที่รักของผม
>
ไอ้เจ็บนะไม่เท่าไหร่หรอกแต่อายนี่ซิ หนีบหัว
>
ด้วยคุณ ผมจะยื่นหัวไปทำไมเนี่ย
>
เธอคงตกใจเลยรีบกดปุ่มเปิดประตูให้พร้อมกับประโยคที่ว่า
>
"เป็นอะไรหรือเปล่าคะ" ผมกำลังจะตอบ ป้าแกก็ถามบ้าง
>
"เป็นอะไรไหมหนู"
>
"ไม่เป็นอะไรครับป้า " คำตอบผมเลยกลายเป็นของป้าเค้าไป
>
เธอเลยช่วยอีกแรงยกของให้ป้า น้ำใจงามจังคนอะไร
>
แล้วเราก็แยกจากกัน ดีใจลึกๆ อย่างน้อยเธอก็คุยกับเราแล้ว
>
วันนั้นหากคุณไปอยู่ด้วยคน นึง พยายามถูกลิฟต์หนีบ
>
ไม่ต้องสงสัยว่า
>
ใคร เค้าคือผมเอง
>
>
ตอนนี้อะไรๆ กำลังไปได้สวย หากเจอเธออีกครั้งเราก็มีสิทธิ์ยิ้มให้ได้แล้วซิ
>
เธอเห็นหน้าผมคงจำได้
>
"อ๋อ ไอ้ลิฟท์หนีบนี่เอง" เธออาจคิดในใจแบบนี้
แล้ววันของผมก็มาถึง ในอีก 2
>
วันถัดมา
>
>
คงเป็นจังหวะที่ดีเฮือกสุดท้าย ของคนเบญจเพศอย่างผม
>
เพราะผมเจอเธอแทบทุกครั้ง ที่ออกจากห้อง แต่ไม่ได้เจอะแบบจังๆ
>
เหมือนเมื่อ 2 วันก่อน
>
วันนี้ก็เช่นกันตอนผมกลับจากทำงาน นั่นเอง กำลังเอารถเข้าจอดเธอก็
>
มาด้วยเช่นกัน ผมเห็นเธอ พระเจ้าให้โอกาสผมอีกครั้งแล้ว
>
วันนี้ละ พี่ลิฟท์จะไม่ยอมปล่อยอาม่าไปไหนหรอก
>
วันนี้อารมณ์ปอดแหกของผมหายไปหมดแล้ว ไม่รู้ทำไมทำตัวได้ธรรมชาติ
>
มากอาจเป็นเพราะเธอเริ่มจำหน้าผมได้แล้วมั่ง
>
ตอนลงจากที่ลานจอดรถ ยังไงก็ต้องเดินลงตรงบันใดเดียวกันเพื่อมาที่ชั้น
G
>
ผมเลยได้โอกาส หันไปยิ้มให้เธอ แต่เธอทำหน้างงๆ ไม่มีอาการอะไรกลับมา
>
ซวยละสิ หรือเธอหยิ่ง แต่สักพัก เธอก็เดินเข้ามาไกล้ๆ
ผม
>
ผมเหมือนประกวดนางงามเลยครับ ผมยิ้มค้างไว้ เพราะไม่รุ้เธอจะเอายังไง
>
ในใจก็นึก "จะเอาไงกับ ku ว้า ๆ"
>
"อ๋อ พี่นั่นเอง มองไม่ชัด" เธอพูดกับผมแล้ว
สุดยอดเลยครับ
>
บรรยายความรู้สึกไม่ถูก
>
"อ้า พี่เอง" ผมยังยิ้มค้างบวกงง ๆ
>
"คือวันนี้ไม่ได้ใส่คอนแทคนะค่ะ แว่นอยู่ในกระเป๋า"
อ้อ มองเราไม่เห็นนี่เอง
>
"นี่เรียนที่ ... เหรอ"
>
"ใช่คะ"
>
"จริงสิ ผมก็จบจากที่นี่เหมือนกัน"
>
"พี่รหัสเท่าไหร่คะ แล้วเรียนคณะอะไร"
>
"ผมรหัส xxx จบคณะ xxx" ตัวย่อนะครับ ไม่ใช่
x อย่างว่า
>
"เหรอคะ เอ๊ะแบบนี้ตอนปี 1 พี่ก็ปี 4 นะสิ"
จริงด้วยเราเดาไว้ถูกเผง
>
"แล้วน้องเรียนคณะอะไรเหรอ"
>
"คณะ rrr นะคะ" r ตัวย่อนะ ไม่ใช่ r อย่างว่า
>
แล้วเราก็เดินไปคุยไปสัพเพเหระ จนจะแยกจากกัน
>
เหมือนผมส่งเธอถึงหน้าห้องเลย แต่ป่าวหรอก ห้องเยื้องกันนิ
>
แล้วสิ่งที่ผมลืมสนทเลยก็คือ ผมไม่ได้แนะนำตัว และไม่ได้ถามชื่อเธอ
>
ซวยแน่ไม่อยากโดนเรียกพี่ลิฟท์ตลอดชาติ ก่อนที่เธอกำลังจะปิดประตู
>
ผมเลยรีบออกมาเพื่อถามชือ่เธอ
>
"โทษที พี่ชื่อพี่นัทนะ จะให้เรียกน้องว่า"
>
"นัท" เธอทวนซ้ำ
>
"ครับ พี่ชื่อนัท" ผมทวนบ้างไม่ยอมหรอก
>
"นัทค่ะ" ท่าทางเธอก็ไม่ยอม แต่ก่อนที่ผมจะบ้าไปกว่านี้
>
"ชื่อเหมือนกันคะ" เธอยิ้มแล้วปิดประตูไป
>
ชื่อเหมือนกัน เป็นเรื่องมหัศจรรย์อีกเรื่องของผมเลยละ
คนที่ชอบชื่อเดียวกัน
>
>
คืนนั้นเป็นคืนที่หลับสนิทที่สุดในรอบ อาทิตย์ที่ผ่านมา
>
>
วันนี้ผมตื่นมาด้วยอารมณ์สดใสอย่าบอกใคร ตื่นเช้ายังไม่ได้ลุกจากเตียง
>
นอนเขิลไปเขิลมาคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้ว เฮ้อ
ยิ้มไม่หุบจริงๆ อ๊ะ ใช่ๆ
>
ลืมไปเช้ามาต้องเช็คก่อนว่าไปไหนหรือเปล่า ห้องไม่ได้ล็อคนี่นา
ไม่ไปไหน
>
จริงๆ ด้วยละ ตอนนี้ผมเหมือนพวกโรคจิต ประเภทถ้ำมองไปแล้ว
ฮะ ฮะ ฮะ
>
>
ตอนนี้แผนแรกของผมก็สำเร็จไปแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็สร้างความสนิทสนมกับเธอ
>
แต่ไอ้ครั้นจะรุกมากๆ ก็ไม่งามต้องทนเฉยๆ ไปก่อนซักระยะถึงแม้ในใจจะบ้าตาย
>
ก็กะว่าหากเจออีกทีอาจจะลองพูดๆ เล่นชวนไปกินข้าวมื้อเย็นอะไรแบบนี้
>
แต่วันนั้นทั้งวันผมก็ไม่ได้เจอเธอ จนตกเย็นประมาณ
3 ทุ่ม
>
เนื่องจากมีข้าวเหลือนิดหน่อย
>
ผมเลยเอาลงไปให้น้องหมาที่ข้างล่าง น้องหมาก็ระริกระรี้ตามเคย
เพราะได้กิน
>
ข้าวแล้วนี่ ตอนนี้มีทั้งหมด 8 ตัวแล้ว แม่ 2 ลูก
6 ไม่ต้องไปซื้อสวยๆ
มาเลี้ยง
>
หมาไทยแท้ๆ แบบนี้ละ ผมว่าน่ารักดี
>
เนื่องจากผมต้องเฝ้าน้องหมากินข้าวหากไม่เฝ้า
>
จะมีพี่หมาใจใหญ่มาแย่งไปกินทุกที ไม่เฝ้าเปล่านะ
มีพูดกับน้องหมาด้วย
>
ผมพูดกับมันได้นะ
>
แต่มันเข้าใจหรือเปล่าอันนี้ไม่รู้
>
ระหว่างที่กำลังดูน้องหมากินข้าวอยู่นั่นก็มีเสียงดังจากข้างหลัง
>
"แค่นั้นจะอิ่มเหรอค่ะ" เสียงนี้ๆ ัชวร์เลยผมหันไปยิ้ม
>
วันนี้เธออยู่ในชุดกางเกงขาสั้น เสื้อสีขาว
>
น่ารักมากเลย
>
"อ้าน้องนัท นั่นเอง" เธอไม่ได้มาตัวเปล่านะ
ถือกะละมังใส่ข้าวอันใหญ่มาด้วย
>
แล้วดูกับข้าว
>
ของเธอสิ น่ากินมากเลย อย่าหาว่าผมแย่งหมาเลยนะ มันมีไส้กรอกด้วยละ
>
เป็นข้าวหมาไฮโซ
>
จริงๆ หลังจากที่ผมดูอยู่นานก่อนที่จะเริ่มหิว เธอก็เอาไปให้น้องหมา
>
น้องหมาผมจากที่กินของผมอยู่นั้น ด้วยความภักดี
>
มันย้ายไปกินข้างหมาไฮโซของเธอหมดเลย
>
ข้าวของผมกลายเป็นข้าวหมาหัวเน่าไปเลย ชิๆๆๆ ใช่ซิ
ชั้นมันเก่าแล้วนิ
>
"พี่นัทเอามาให้มันบ่อยนะ นัทเห็น" เธอเห็น
เธอเห็นผม แสดงว่าตลอด 2
>
เดือนเธอเห็นผม
>
"ก็อยู่ตัวคนเดียว ซื้อไรมาทีก็เหลือบ่อยละ"
ออกตัวว่า อยู่ตัวคนเดียวด้วย
>
"ที่บ้านนัทเลี้ยงมากกว่านี้อีก อย่าแย่งกันลูก"
อ้าว
>
น้องหมาผมเป็นลูกเธอไปแล้ว งั้นเราก็เป้นพ่อสิ
>
"บ้านพี่ก้เลี้ยง แต่หลังเทรนแมวมาแรง แม่บอกแบบนั้นเลย
มีแมวมากกว่าหมา"
>
"แล้ววันนี้ไม่ทำงานเหรอคะ เนี่ย"
>
ผมเลยถือโอกาสบอกเรื่องส่วนตัวเกี่ยวกับงานซะยาวเลย
>
"แบบนี้พี่นัทก็ว่างเยอะนะซิ"
>
"ใช่แล้วละ บางอาทิตย์ก็ไม่ได้ไปไหนเลย ว่างจัด
เบื่อๆ เหมือนกัน"
>
"ดีจัง อยากเรียนจบแล้วอิสระ แบบนี้บ้างจัง"
ผมยิ้มไม่ได้พูดอะไรตอบไป
>
เรานั่งคุยกันอยู่อีกนานมาก คงราวๆ 30 นาทีได้
>
วันนี้ทำให้ผมได้รู้อะไรเกี่ยวกับเธอมากขึ้น
>
รวมถึงการได้ตั้งชื่อหมาด้วยกัน สุขอย่าบอกใครละคุณเอ้ย
เนื่องจากหมามี 8 ตัว
>
ตอนแรก เธอพยายามเอาชื่อนักบอลลิเวอร์พูลใส่ไป แต่ไม่ครบแบบนี้อาจไม่ได้แข่ง
>
ผมเลยตั้งชื่อชั่วคราว
>
ไปก่อน รอให้แม่เกิดอีก 3 แล้วค่อยตั้งกันใหม่ ตอนนี้เลยเรียก
น้องหมาเบอร์ 1
>
ถึง 8 ไปก่อน ผมแอบมองเธอ ตอนเธอเล่นกับน้องหมา อยู่หลายครั้ง
เธอไม่ได้รวบผม
>
ผมยาวของเธอตกลงมา เป้นภาพที่สวยงามจริงๆ
>
ตอนนี้เธอก็ดูมีความสุขดีแล้วเหตุการณ์ที่เธอร้องไห้ในวันนั้นละ
>
ผมยังไม่ลืม แต่ผมคิดว่ายังไม่สมควรที่จะถาม
>
เพราะระยะห่างของผมกับเธอยังมากกว่า 1 เมตรอยู่ดี
>
>
หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของผมก็เหมือนเดิม คือหากเจอกันก็ได้
>
คุยกัน ไม่เจอก็คือไม่เจอ ผมพอใจในความสัมพันธ์แบบนี้อยู่
2 อาทิตย์
>
แต่ปล่อยไว้อาจเริ่มไม่ดีแล้ว เพราะมีเด็กนักศึกษามาตามจีบเธอ
>
ไอ้เราก็ไม่ชอบใจซักเท่าไหร่ หรอก ทำงี้มันหยามรุ่นพี่เกินไป
>
แบบนี้ต้องงัดข้อกันหน่อย มีอยู่วันนึงตอนผมลงมาซื้อของ
>
>
"พี่ๆ พี่รู้จักห้อง ... ป่ะ เค้าชื่อไรเหรอ"
มันกระตุกหนวดเสือ มันถามผม
>
"ห้องนั้นเหรอ ไม่รู้ซิ ถามเค้าเองไม่ดีกว่าเหรอ"
เรื่องไรจะบอกเด็กเวร ชิ
>
"ผมเคยถามแล้วแต่เค้าไม่บอกพี่ผมเห็นพี่คุยกับเค้านี่"
>
ข้อมูลมันใช้ได้แต่น้องนัทคนดี อย่าไปบอกมันนะ
>
"พี่ช่วยผมหน่อยนะ เอานี่พี่ผมซื้อหนมมาฝาก"
อ๊ะ มีหนมอย่างงี้ค่อยว่าง่ายหน่อย
>
เอ้ยไม่ได้ๆ อย่าเห็นแก่กิน
>
"2 กล่องผมให้พี่กล่อง พี่ช่วยเอาไปให้เค้ากล่องนึงนะ"
>
"แล้วจะให้พี่บอกว่าใครให้ละ เดี๋ยวเค้างง"
>
"บอกว่าเอกนะครับ เอกที่อยู่คณะ ....ที่เจอกันเมื่อวานซืนนะ
เธอคงจำได้"
>
"อย่าลืมนะพี่ ขอบคุณครับ"
>
>
คืนนั้นผมเลยได้กินขนมฟรี 2 กล่อง คิดเหรอว่าจะเอาไปให้
ผมไม่ใช่พระเอกนะ
>
บ้าบอที่สุด ชั้นนี่ละคู่แข่งแกเด็กเวร แต่รู้สึกผิดเล็กๆ
>
เหมือนกันไปกินของเค้า เออ
>
แล้วมันใส่ยา เสน่ห์บ้างหรือเปล่าเนี่ย
>
เดี๋ยวเช้ามาเห็นแต่หน้าไอ้หมอนี่แทนน้องนัทละ ซวยเลย
>
>
เหตุการณ์ของน้องเอกผู้แสนจะเวร ที่มาตามตื้อน้องนัทของผมนั้นก็ดำเนินต่อ
>
ไป ท่ามกลางความระแวงของผม น้องเอกแกหน้าตาดีในขั้นโคม่าเลยละ
คงมีสาว
>
ในคอนโทรลเยอะ มีอยู่วันนึงตอนที่ผมกำลังจะออกไปทำงาน
พอดีจ๊ะกะน้องนัท
>
ที่ชั้นล่าง เห็นเธอรีบๆ ผมก็สงสัย อ๋อ ไอ้เด็กเวร
มันตามมาอีกแล้ว
>
หมอนี่ตื้อพยายาม
>
จะมาส่งน้องเค้าที่ห้องนะ เธอเห็นผมเลยเดินเข้ามาทัก
>
"พี่นัทไปไหน" เสียงหวานเหมือนเคย
>
"ไปทำงานนะจ๊ะ" หลังๆ ผมออกจ๊ะ จ๋าแล้วนะคุณ
>
แล้วน้องเอกตัวมารก็เข้ามา
>
"นัทรอเอกด้วย อ้อ พี่คนนี้นี่เอง" มันสืบจนได้ชื่อมาแล้ว
>
แล้งน้องเอกก็พูดอะไรไปไม่รู้นานมาก น้องนัทคนดีของผมก็ยืนฟัง
ไม่พูดอะไร
>
ผมเลยเห็นว่าอย่าไปยุ่งกะเด็กเลย เพราะดุท่าทางเธอคงไม่ชอบหมอนี่เท่าไหร่
>
ผมเลยเดินออกมา แต่รักษาระยะที่แอบฟังได้ไว้ ลึกๆ
ยังห่วงอยู่
ผมเดินมาถึงระยะ
>
ที่เธอไม่เห็นผม มุมๆ หน่อย
>
"เราบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าอย่ามาตามเรา"
เธอคงรำคาญแล้ว
>
"เราแค่อยากมาส่งเธอนะ" มันทำเสียงอ้อน
>
"เราบอกว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ เข้าใจใหม"
ผมไม่เคยเห็นเธอเยือกเย็น
>
มีรังสีอำมหิต มากขนาดนี้มาก่อนเลย ตอนนี้น้องเอกเริ่มหน้าเศร้า
หรือมันทำก็มิอาจรู้ได้
>
แล้วประโยคที่ออก
>
จากปากมันมา ทำให้เรื่องราวที่ผมสงสัยก็เริ่มเชื่อมโยงกัน
>
"เราพอจะรู้แล้วละ ว่านัทไม่เคยลืมพี่บอลเลยใช่ไหม"
>
เหมือนฟ้าผ่าเลยคุณประโยคนี้ ผมไม่น่ามาดักฟังเลย
แล้วน้องเอกก็เดินจากไป
>
พร้อมทิ้งปริศนาไว้ให้ผม เวรจนหยดสุดท้ายจริงหนูนี่
ตั้งแต่วันนั้น
>
ผมก็ไม่เห็นน้องเอกอีกเลย คงยอมไปแล้ว แต่ มันชื่อบอล
มันชื่อบอล ฮึ่ม ๆ
>
คนนี้ละพระเอกของ เธอ และศัตรูตัวฉกาจของผมตัวจริง
>
>
ผมไปทำงาน อีกวันที่เป็นวันไร้สมอง ประชุมไปก็นั่งเป็น
สิ่งของ
>
ที่ไม่มีส่วนร่วมจริงๆ ใครเอาอะไรกลมทรงบอลมาไกล้เป้นอันเตะไปไกล
>
ช่วงนั้นเลยไม่ได้ดูบอลไปหลายคู่ ฮะ ฮะ ฮะ
>
>
ผมลืมบอกไปตลอดเวลาที่ผมเจอเธอ ผมมีเพื่อนที่คอยวางแผนและช่วยมาตลอด
>
ไม่รอช้าหลังประชุมเสร็จผมเลยโทรไปหามัน คุยกะมัน
เพื่อนผมมันขาเชียร์อยู่แล้ว
>
เลยบอกว่า
>
"ไม่มีใครไม่มีอดีตหรอก ขนาดเอ็งเอง ยังมีแฟนมาแล้วเลย
>
ขึ้นอยู่กับวันนี้เท่านั้นว่า
>
เอ็งจะทำให้เค้าลืม ไอ้หมอนั่นได้หรือเปล่า"
>
ฟังเพื่อนพูดทำให้ผมฮึดขึ้นมาอีกครั้ง
>
เอาวะ ผมนี่ละจะมาลบอดีตเอง แล้วตัวโกงก็เริ่มแผนสามต่อไป
>
>
ก่อนกลับบ้านผมแวะร้านฮาร์ดแวร์ คุณคงเดาออก ผมไปซื้อฝักบัวครับ
จะเอาไปให้เธอ
>
เพราะไอ้อันที่ผมแอบเปลี่ยนน้ำมันจะไม่ค่อยแรง เลือกสีที่ผมชอบด้วยละ
>
เมื่อซื้อของพร้อมก้ขับรถกลับมา
เปลี่ยนชุดอะไรเรียบร้อยแล้วก็ตรงไปห้องเธอเลย
>
เป็นครั้งแรกที่ผมเคาะประตูห้องเธอ รอซักพักเธอก็มาเปิด
>
"พี่นัทมีอะไรค่ะ"
>
"คือพี่ซื้อนี่มาให้นะ"
>
"พี่รู้ได้ไงว่าฝักบัวเสียละ"
>
"ก็เห็นวันนั้นนัทพูดกับยามนะ" ชั้นนี่ละคนเปลี่ยน
>
"ขอบคุณมากนะคะ ว่าแต่เท่าไหร่คะ"
>
"ไม่ต้องหรอกจ้า ขอกันกินมากกว่านี้"
>
"จริงๆ นัทก็ซื้อมาแล้วแต่ทำไม่เป็นนะ ช่างไม่ยอมมาทำให้"
>
"คือพี่ทำได้นะ" เธอนิ่งไปแป๊บ เหมือนลังเล
ใครจะยอมให้ผู้ชายเข้าห้องละ
>
จริงๆ แผนผมในวันนี้คือ เข้าไปดูร่องรอยอดีตเธอนะ
เช่นรูปถ่ายเธอกับแฟน
>
อาจมีตั้งไว้ที่เตียง เธอลังเลก่อนบอกว่า ให้ผมรอสักครู่
ซัก 5
นาทีเธอก็กลับมา
>
เปิดประตูบอก จัดห้องแล้ว เมื่อกี้ไม่เรียบร้อย เชิญค่ะ
>
>
สำเร็จ แต่ผู้ต้องสงสัยทำลายหลักฐานซะก่อนหรือเปล่า
>
ผมไม่รู้นะ แต่เท่าที่ดูๆ ไม่มีอะไรที่บอกว่าเจ้าของห้องมีแฟนเลย
ก็ใจชื้น
>
ขึ้นระดับนึง ระหว่างที่ผมกำลังทำฝักบัวให้เธอนั้น
เธอก็พยายามมาช่วย
>
แต่ซ่อมฝักบัวนะจ๊ะ
>
ไม่ใช่สร้างบ้าน ทำแป๊บเดียวก็เสร็จ
>
"เสร็จละ"
>
"อ้าวพี่นัทเปียกเลย" จริงไม่เปียกหรอก
ผมเอาน้ำมาฉีดตัวเองตะหากละ
>
ก้ผมมันตัวโกงนี่
>
"ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวกลับไปเปลี่ยนได้จ้า"
เธอยิ้ม แล้วเธอก็เอาน้ำ
>
หนมมาให้ผมกินเป็นการขอบคุณ
>
ผมอยู่ได้ไม่นานเพราะชักหนาว เสื้อเปียกนะ เจ้าเล่ห์ไปหน่อย
อิอิ
เลยขอตัวกลับ
>
เธอมาส่งผมที่ประตูห้อง ผมก็เดินไปที่ประตูผมก่อนที่ผมจะปิดประตู
>
"ขอบคุณมากนะคะ" ผมยิ้มอย่างมีความสุข
>
"เอ้อ พี่นัทเบอร์มือถือเบอร์ไรอะ" ตั้งแต่เจอกันผมไม่เคยขอเบอร์เธอเลย
>
และไม่เคยออกอาการ
>
ว่าจะจีบเธอ นี่อาจทำให้เธอไว้ใจผมก็ได้ ด้วยความอายและเรียบร้อยของผม
>
บ้ามาขอเบอร์กัน
>
"01-xxxxxxxx" ตอบแบบไม่คิด
>
"ขอบคุณค่ะ" แล้วเธอก็ปิดประตูไป
>
ผมยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อีกแป๊บก็กลับมาเปลี่ยนเสื้อ
บรึ๋ยยย
>
หนาววววว
>
>
วันนั้นผมเข้านอนเร็วเพราะเหนื่อยมาทั้งวัน ในใจก็นึกให้เบอร์ไปแล้วก็โทรมาสิ
>
คนดีๆๆๆๆ
>
แต่ก็ยังเงียบ เอาไปทำสเน่ห์หรือไงฟะ
>
>
เหตุการณ์เมื่อวานทำให้จิตใจผมสงบลงได้เยอะ
>
เพราะมองจากเหตุผลแล้ว ตลอดเวลา 3 เดือนที่เรา
>
รู้จักกัน ผมไม่เคยเห็นเธอไปกับใคร หากไม่เข้าข้างตัวเอง
>
ผมนี่ละที่ไกล้ชิดเธอที่สุด ผมเลยลืมเรื่องของไอ้หมอนั่นไป
สนิท
>
>
แล้วก่อนเที่ยงข้อความที่ผมรอก็มาถึง
>
"ตื่นได้แล้ว จะนอนไปถึงไหน/ อาม่า" อ้าผมลืมบอกไป
หากเราหยอก
>
ล้อกัน เราจะเรียกฉายากัน ผมเรียกเธออาม่า เธอเรียกผม
พี่ลิฟท์ ซวยโคตรตู
>
>
"ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ก่อนหล่อนอีก แล้ววันนี้ไม่ไปไหนเหรอ/พี่ลิฟท์"
>
เนื่องจากวันนี้วันเสาร์
>
นะครับ เธอคงว่าง ปกติเธอจะกลับบ้านที่เยาวราช วันนี้ไม่กลับ
สงสัยไม่ปกติ
>
"ยังไม่รู้เลย พี่ลิฟท์ละ" ยังไม่รู้ เหมือนบอกเป็นนัยๆ
ว่าว่าง
>
"รอน้องนัทคนดีไปดูหนังด้วยกันไงจ๊ะ" ผมแหย่เล่นๆไป
แต่เธอเงียบไปเลย
>
ไม่ยอมส่งกลับมา
>
ซวยแล้ว โกรธหรือเปล่า ไม่น่าไปส่งข้อความเกินเลยแบบนั้นเลย
เธอเงียบไปเลยครับ
>
ผมละ
>
ไม่กล้าส่งไปอีกที เริ่มหมดหวังแล้วตอนนั้น แต่ว่า
ฮะ ฮะ ฮะ
>
"แต่งตัวเสร็จแล้ว อย่าโอ้เอ้ เร็วๆ/อาม่า"
สำเร็จ เดทแรกของผมและเธอ
>
เราเลยไปกินข้าวดูหนังกัน น้องนัทในชุด เสื้อยืด กางเกงยีนส์
น่ารักมากเลย
เฮ้อ
>
ไม่คิด
>
เลยว่าผมจะมีวันนี้ หนังวันนั้นก็สนุกมากเลย
>
โชคดีที่เราสองคนมีรสนิยมดูหนังน่ากลัวๆ คล้ายๆกัน
>
แต่เธอปิดตาตลอดเรื่องแล้วยังจะมาบอกว่าชอบอีก
>
แล้วก็ไปเดินซื้อของซักแป๊บก็กลับกัน
>
วันนี้ผมขับรถของผมไปกับเธอนะครับ แต่เธอบอกว่าวันนี้ตอนค่ำต้องกลับบ้าน
>
แต่เนื่องจากรถเธอ
>
อยู่ที่คอนโดผมเลยได้ที
>
"เอางี้ไหมละ พี่นัทขับไปส่งได้"
>
"แล้วนัทจะกลับมาไงอะ พรุ่งนี้"
>
"ก็ให้พี่นัทไปรับสิ" เข้าทางพี่นัทเค้าละครับ
>
"ไม่ดีกว่า พี่นัทเหนื่อยแย่ ไหนต้องทำงานอีก"
>
"เยาวราชๆๆ อ้อ ขึ้นทางด่วนตรงนี้" ไอ้คนขับไม่ได้สนใจเลย
จะไปส่งท่าเดียว
>
เธอก็คงตกกระไดพลอย
>
โจนไปแล้ว เลยไม่ได้ปฏิเสธ บ้านเธออย่างกะวัง ผมไม่ได้เข้าไปหรอก
>
ส่งแค่ประตูบ้าน อยู่เลย เยาวราชไป
>
หน่อยเรียกไม่ถูก แต่จำทางแม่นเลย
>
"ขอบคุณมากค่ะ จะเข้าไปเล่นกะลูกๆก่อนไหม"
เธอหมายถึงหมาเธอนะครับ
>
"ไม่ดีกว่า ไว้วันหลังดีกว่านะ แล้วพรุ่งนี้จะให้พี่มารับกี่โมง"
ผมยังเกรงๆ
>
กับบ้านเธออยู่
>
"อ้อไม่เป็นไรมั้งค่ะ เดี๋ยวให้คนขับรถไปส่งดีกว่า
>
เดี๋ยวไปถึงแล้วจะไปเคาะกวนประสาทนะ"
>
"จ้า" ทำไปเหอะ ทำไป ดีหมดละ ทำไรดีหมด
เราอยู่ในช่วงโปรโมชันนี่นา
>
>
วันนี้กลับห้องมา ห้องเธอล็อคแต่รู้สึกดีพิกล เป็นอีกวันทีชีวิตมีความหมายมาก
>
>
เธอกลับมาตอนบ่ายแก่ๆ ของอีกวัน วันนั้นฝนตก เธอมาเคาะและบอกว่ากลับมาแล้ว
>
ก่อนกลับเข้าห้องไป หลังจากวันนั้นผมและเธอก็สนิทกันมาก
ไปไหนมาไหนด้วยกัน
>
บ่อย ผมเองก็ไม่กล้าที่จะถามถึงความสัมพันท์ เพราะ
กลัวจะเสียเธอไป หากปล่อย
>
แบบนี้อย่างน้อยเธอยังไม่ไปไหน อีกเหตุผลหนึ่งคือ
เธอจะรักษาระยะห่างได้ดีมาก
>
ถึงแม้เราจะไปเที่ยวกัน ไปดูหนังฟังเพลง
>
แต่เธอจะเก่งที่พยายามไม่พูดเรื่องความรัก
>
คงมีอยู่ครั้งนึง เธอคงเผลอถามผมว่าเคยมีแฟนไหม
แต่คงรู้ตัวเลยเปลี่ยนเรื่องไป
>
1 เดือน
>
ผ่านไปอย่างมีความสุขจริงๆ ก่อนพายุจะมา ทะเลมักนิ่งเสมอ
>
>
ผมตื่นเช้าอีกวัน เพราะปัญหาเรื่องงานกว่าจะเคลียร์ได้ก็เกือบเที่ยง
>
เธอไปเรียนแล้วก็กลับมาช่วงบ่าย ซื้อขนมมาฝากผมด้วย
=)
>
>
ช่วงบ่ายนั่งทำงานไปได้สักพัก ก็มีคนมาเคาะห้องอ๊ะ
เธอนั่นเอง
>
"วันนี้ตอนเย็นพี่นัท ว่างไหมอะ"
>
"ว่าง !!" ตอบเสียงดังแบบไม่ต้องคิดเลย
ผุ้ชายพายเรือ
>
"งั้นออกไปเพื่อนนัทหน่อยนะ" ก็เพราะเสียงออดอ้อนแบบนี้ละ
ที่ทำให้ผมไม่เคย
>
ปฏิเสธเธอเลย แล้วประมาณช่วงเย็น ก็ออกไปกัน จุดหมายอยู่ที่สุขุมวิท
แต่จำซอย
>
ไม่ได้แล้ว ระหว่างทางที่ชับรถไปเธอแผ่รังสีอำมหิตอีกแล้ว
หากเปรียบรถเป้นเตาอบ
>
รังสีอำมหิตคือไมโครเวฟ ผมคงหอมกรุ่นน่ากินพอดี ไม่พูดจาเลย
หรือเธอจะหลอก
>
ผมไปปล้น ก่อนที่จะเตลิดไปกว่านั้นเลยถามไปว่า นี่เราจะไปไหนกัน
>
เธอไม่ตอบแต่ยิ้มๆ นิดๆอ้อ คงจะพาเราไปทำให้ประหลาดใจแน่นอน
>
ประหลาดใจจริงๆ ครับ ประหลาดใจยิ่งกว่าอะไรเลย
>
>
เธอจอดรถหน้าบ้านหลังหนึ่ง
>
ผมว่าบ้านผมหนึ่งหลังเท่ากับห้องครัวบ้านหลังนี้ได้แล้ว
>
เธอก็กดโทรศัพท์
>
"อยู่หน้าบ้านแล้ว" แล้วก็วางหูไป อีกซักแป๊บก็มีชายหนุ่มหล่อมากออกมา
>
ผมเห็นปุ๊บจำมันได้ปั๊บ หมอนี่เรียนรุ่นเดียวกับผม
มันดังมากสมัยเรียน
>
"พี่นัทรออยู่ในรถนะ" เธอลงไป แต่ตอนนั้น
>
ถึงผมจะโง่หรือบ้าก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องออก
>
หากผมจำไม่ผิดหมอนี่ละชื่อบอล ผมทำตัวไม่ถูกจริงๆ
ตอนนั้นไอ้หมอนั่นมันมองมาใน
>
รถหลายครั้งเหมือนกัน เนื่องจากเสียงเพลงในรถดัง
>
ผมเลยไม่รู้ว่าเค้าสองคนคุยอะไรกัน
>
แต่ก็ดีที่ไม่ได้ยิน ผมอยากจะหนีไปให้ไกลจริงๆ หากทำได้ตอนนั้น
>
แต่จะทิ้งเธอไปก็ไม่ได้
>
เพราะหลังจากนี้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ทั้งสองคนคุยกันประมาณ
10 นาที
>
แล้วเธอก็ร้องไห้ ยืนนิ่งแล้วร้องไห้ ไอ้หมอนั้นก็มองหน้าผม
>
อยากจะออกไปตั๊นหน้ามันมาก
>
แต่ผมรุ้ตัวดีว่าผมเป็นเพียงคนอื่นไกลของคนทั้งคู่
สักครู่เธอกลับเข้ามาในรถ
>
"ไปเถอะ" ผมต้องมาขับรถให้ เพราะหากปล่อยให้เธอขับอาจเป็นอันตรายได้
>
ระหว่างทางกลับเธอเงียบและไม่พูดอะไรเลย ส่วนผมก็ไม่มีอะไรจะพูดเหมือนกัน
>
ถึงแม้
>
จะมีคำถามมากมายแต่ถามไปก็เท่านั้นผมรู้เพียงว่าหน้าที่สุดท้ายของผมคือพาเธอไปส
>
่ง
>
ที่คอนโด ประโยคเดียวที่ผมพูดคือ
>
"อย่าคิดมาก เดี๋ยวก็ต้องเคลียร์กันได้"
เธอเงียบงันไม่ได้ตอบอะไร
>
พอจอดรถเสร็จแล้ว ผมบอกให้เธอขึ้นไปก่อน ผมจะเอาขนมไปให้น้องหมา
>
แล้วผมก็มานั่งให้ขนมน้องหมา น้องหมาริกรี้ได้ไม่นานเหมือนจะรู้ว่า
ผมผิดปกติ
>
ซักพักมันก็มานอนไกล้ผม
อีกไม่นานผมก็คงเป็นหมาหัวเน่าเหมือนกับน้องหมาเหล่านี้
>
ผมไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ แต่ตอนนี้ผมไม่มีที่จะไปจริงๆ
>
แล้วซักพักเธอก็ลงมาหา
>
ผมอีกครั้ง แล้วมานั่งไกล้ผม
>
"ขอบคุณพี่นัทมากนะคะ วันนี้" เสียงเธอแหบ
ตาเธอบวม
>
"ไม่เป็นไรหรอกจ้า ยังไงนัทก็ยังมีพี่ชายคนนี้เสมอนะ"
เอ้อ เอาเข้าไป
>
ไม่ได้อยากเป็นพี่ชายเลย
>
ก็เพราะเป็นคนแบบนี้นี่ละ ชีวิตเลยไม่รุ่ง
>
"เดี๋ยวก็เคลียร์กันได้ อย่าคิดมากนะคนดี"
เธอหันมาแล้วยิ้มนิดๆ
>
ก่อนจะเงียบไปอีก
>
แค่ทำให้เธอยิ้มได้ ผมก็ดีใจแล้ว
>
เกือบๆ เที่ยงคืนเธอจึงขึ้นไปนอน เพราะพรุ่งนี้มีเรียน
>
ส่วนผมนั่งอยู่แป๊บก็ออกไปกินเหล้ากับเพื่อน เหล้าไม่ใช่การแก้ปัญหา
>
แต่บางครั้ง เราก็ต้องการลืมปัญหาแม้มันจะเพียงครึ่งคืนก็ยังดีกว่าปล่อยให้มันกัดกินจิตใจเร
าต่อไป
>
>
หลังจากนั้น 3 วันผมไม่ได้คุยกับเธอเลยส่วนหนึ่งก็เพราะ
>
ผมต้องการหลบหน้าเธอ ไม่มีข้อความจากเธอ ก็ในเมื่อเค้า
>
คืนดีกันแล้วผู้ร้ายอย่างผมก็ต้องไปซักที ห้องเยื้องกันจากที่เคย
>
เป็นสวรรค์ ตอนนี้ยิ่งกว่านรกอีก
>
เย็นวันนั้นตอนผมกลับมาจากทำงาน ตอนออกจากลิฟท์เพื่อเข้า
>
ห้องก็เจอเรื่องร้ายๆ ตอกย้ำอีกครั้ง หมอนั่นมาหาเธอที่ห้อง
>
ยืนคุยกันอยู่หน้าห้อง เนื่องจากผมเดินเลี้ยวเข้ามาเลยไม่รู้ตัวก่อน
>
ไม่งั้นผมคงไม่เอาตัวเองไปอยู่ที่ตรงนั้นเด็ดขาด
>
และคนทั้งคู่ก็เห็นผมแล้ว ก็ไม่รู้ทำอย่างไรจะกลับไปก็ไม่ได้
>
เลยเดินก้มหน้า ไม่ได้มองไปทางทั้งคู่และก็เข้าห้องไป
เข้ามาถึง
>
ห้องก็เปิดเพลงดังๆ เพื่อกลบเสียงที่เราเคยอยากได้ยิน
เสียงที่เรา
>
คิดว่าเป็นเสียงที่เพราะที่สุด ลูกผู้ชายอย่างผมน้ำตาคลอเบ้าก็หนนี้
>
ละ หลายครั้งที่เพื่อนผู้ชายร้องไห้ ผมไม่เข้าใจหรอกว่าอะไรจะรัก
>
กันขนาดนั้น วันนี้ผมเข้าใจจริงๆ
>
>
ผมเสียใจกับเหตุการณ์ต่อไปอีก 3 วัน เธอก็เงียบหายไป
>
งานการก็ไม่ได้ทำ พอดีวันนี้นั่งเช็คเมล์ ผมมีเพื่อนสนิทที่อยู่แก๊งเดียว
>
กันแต่ตอนนี้ไปทำธุรกิจอยู่ที่ภูเก็ต เราเมล์คุยกันตลอด
>
ผมอ่านเมล์ฉบับล่าสุด ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่า ผมควรจะหลบไปไหนดี
>
หันไปมองเป้ใบเก่ง รองเท้าผ้าใบคู่เก่าทุกอย่างพร้อม
โทรไปเลื่อนนัด
>
เกี่ยวกับงาน พร้อมฝากความรับผิดชอบให้น้องที่บริษัท
โทรไปจองตั๋ว
>
เย็นวันนั้นผมก็ถึงสนามบินภูเก็ตเพื่อนมารับ แต่ผมไม่ได้บอก
>
เพื่อนว่าทำไมอยู่ดีๆ ถึงมา ตั้งใจว่าจะมาพักร้อนซัก
2 อาทิตย์
>
ผมมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นมาดำน้ำกันกับเพื่อนในกลุ่ม
>
5 คน เพื่อนผมคนนึงชื่อหนึ่ง ติดใจเลยขอเงินพ่อแม่ไปเรียนจนได้
license
>
ดำไปดำมาเลยได้เปิดร้านดำน้ำที่ภูเก็ต เปิดมาได้เกือบปีแล้วทุกอย่างกำลัง
>
จะไปได้สวย ตอนที่หนึ่งจะเปิดร้านดำน้ำ เคย
>
ชวนผมลงหุ้นด้วยแต่เนื่องจากผมไม่ถนัดและจบทาง ITเลยไม่ได้ทำด้วยกัน
>
แต่วันนี้หุ้นส่วนคนนึงกำลังจะถอนหุ้นไป ทำให้ร้านเกิดปัญหา
เพราะต้นทุนเรื่อง
>
พวกนี้สูง หากไม่ทันก่อนไฮซีซันนี้ ธุรกิจก็มีปัญหาแน่
หนึ่งเลยชวนผมอีกครั้ง
>
ครั้งนี้ผมเริ่มลังเลเพราะ ผมชอบทะเล ถึงแม้จะไม่สามารถคาดหวังกับรายได้
>
แต่ผมคิดว่ามันหล่อเลี้ยงจิตใจได้ดีทีเดียว ผมมาคราวนี้
พอเพื่อนๆ
>
รู้ข่าวก้ตามลงมา
>
อีก 2 คนพวกเราเลยได้ไปดำน้ำกันอีกครั้ง สนุกมาก
>
เสียดายจังที่บัดดี้ที่ดำเป็นเพื่อน
>
หากเป็นเธอ ปลาการ์ตูนที่ว่าสวยยังชิดซ้าย ขนาดดำน้ำยังคิดถึงได้
>
ตั้งใจว่าจะไม่
>
คิดถึงแล้วเชียว
>
>
อยู่ภูเก็ตได้ 10
>
วันตกลงกับหนึ่งว่าจะไปเคีลยร์เรื่องที่กรุงเทพแล้วจะให้คำตอบภายใน
>
เดือนนี้พอดีกับที่น้องที่ออฟฟิซโทรมาตามว่างานมีปัญหาผมเลยต้องกลับเร็วกว่ากำห
>
นด
>
3 วัน
>
11 วันที่ไม่ได้เจอ เธอโทรหาผมหลายครั้ง แต่ผมให้เพื่อนรับแล้วบอกว่า
>
เจ้าของเบอร์ไม่ได้ชื่อนี้ เธอเลยไม่โทรมาอีกเลย
>
>
เวลามีเรื่องไม่สบายใจ ทะเลช่วยเราได้จริงๆ
>
>
กลับมาถึงกรุงเทพรู้สึกดีขึ้นกว่าก่อนไป ส่วนหนึ่งเพราะได้
>
คุยกับเพื่อนด้วย ผมเข้าคอนโดอย่างกับขโมย ไขกุญแจห้อง
>
ด้วยความเงียบเพราะไม่อยากให้เธอรู้ว่าผมกลับมาแล้ว
>
ถึงผมกลับมาหรือจากไปมันก็คงไม่สำคัญอีกแล้วสำหรับเธอ
>
>
กลับมาถึงก็ต้องออกไปทำงานเลย เธอไม่รู้ตัวผมหลบหน้า
>
ต่อได้อีก 1 วันแต่ตอนที่ผมกลับมาจากทำงานนี่ซิ
>
ตอนที่กำลังไขกุญแจนั่นเอง เธอคงรู้ตัวและเปิดประตูออกมา
>
"พี่นัท" ผมตกใจ คิดอีกทีเราไม่ได้ทำผิดนี่
>
ได้ยินแต่ก็ไม่ตอบ มุมานะไขกุญแจต่อไป
>
"พี่นัท" เสียงเริ่มเข้มขึ้น
>
"อืมม ว่าไง" ตอนนี้รังสีมาคุ ของทั้งสองฝ่ายพุ่งเข้าใส่กัน
>
"ขอคุยด้วยหน่อย" เธอวีนแล้ว ผู้หญิงน่ากลัวเหมือนกัน
>
เธอเข้ามาคุยที่ห้องผมเลย
>
"มีอะไรก็ว่ามา" ทำเป็นไม่แคร์
>
"ไปไหนมา" สนใจด้วยเหรอ ผมตัดพ้อในใจ
>
"อ้อ พี่ไปติดต่อธุรกิจมานะ"
>
"ไปเป็นอาทิตย์เนี่ยนะ"
>
"ก็แวะไปเที่ยวกับเพื่อนนิดหน่อย พอดีรีบๆ ไม่ได้ซื้ออะไรมาฝาก"
>
"แล้วทำไมไม่ติดต่อมาเลย จะไปก็ไม่บอก"
>
"พอดีมันรีบๆ นะ" ทุกถ้อยของผมเป้นคำพูดประชดทั้งนั้น
โดยเฉพาะ
>
"ตอนนี้พี่ตกลงกับเพื่อนได้แล้ว อีกไม่นานพี่คงไม่ได้อยู๋ที่นี่แล้ว
เพราะ
>
ต้องไปช่วยเพื่อนดูแลงานที่ภูเก็ต" โอ้ยถึงแม้จะงอนเธอแต่ผมจะประชดทำไมเนี่ย
>
โกหกด้วย ปากไวไปหน่อย เธอไม่พูดอะไรแล้วงอนไปเลย
ผมไม่ได้ตามไปง้อ
>
เพราะคิดว่าเรื่องราวตอนนี้เป้นแบบนี้ละดีแล้ว ยังไงเรามันก็ส่วนเกินนี่
>
หลังจากนั้นผมก็ใช้ชีวิตตามปกติ เจอกันก็คุยนิดๆหน่อยๆ
เหมือนไม่สนิทกันเลย
>
เอาข้าวไปให้น้องหมาก็เอาไปให้คนละที น้องหมาคงงงตกลงจะกินของใครดี
>
>
แต่ช่วงหลังๆ ผมเริ่มลังเลเหมือนกันว่าจะปล่อยให้เรื่องมันจบแบบนี้เหรอ
>
ผมไม่เคย
>
ได้บอกจากปากว่าคิดยังไงกับเธอเลย และไม่เคยถามเธอเลยว่าเรื่องของเธอมัน
>
ลงเอยยังไง เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผมคิดเองสรุปเองทั้งนั้น
>
ถึงแม้ว่าเธอจะลงเอยกับไอ้หมอนั่น แต่ผมก็ไม่มีสิทธ์ที่จะไปโกรธเธอเพราะเธอ
>
ไม่ได้ทำผิด เธอไม่เคยบอกว่าจะคบกับผม เธออาจคิดว่าผมเป็นพี่ชายคนนึง
>
ก็ได้ ยิ่งคิด จากที่เคยคิดว่าฝ่ายโน้นผิดกลายเป็นเราเองซะแล้ว
>
>
หลังจากที่ปรึกษากับเหล่าบรรดาที่ปรึกษาทั้งหลายแล้ว
>
ผมจึงตัดสินใจว่ายังไงก็ต้องพูดกับเธอให้ได้ แต่เธอก็ไม่อยู่ห้อง
>
ซักที รอมาหลายวันแล้ว โทรไปก็ไม่รับสาย คงยังโกรธอยู่
>
กะว่าเดี๋ยวดักเจอแล้วค่อยบอกก็ได้ 2 วันก็แล้ว 3
วันก็แล้ว
>
ผมเริ่มชักระแวงแล้ว แล้วคำตอบก็เฉลย
>
"หนูๆ ที่บอกว่าเพื่อนหนูจะมาอยู่นะ ตอนนี้ห้องว่างแล้วนะ"
อ่ะ ซวยแล้ว
>
ไปโกหกไว้เรา
>
"เหรอ ครับ พอดีเพื่อนผมเค้ารอไม่ไหว ได้ที่อื่นไปแล้วละครับ"
>
"เหรอ แหมพอว่างแล้วไม่เอา ห้องที่ถามวันนั้นพอดี"
>
อะไรนะ ห้องที่ถามวันนั้น ไปกันใหญ่แล้ว
>
"ป้าว่าไงนะ พูดอีกที" ผมใจหายวูบ
>
"ห้องนั้นละ ที่รู้จักกับหนุ่มนั่นละ ย้ายออกไปเมื่อวานซืนเอง"
>
เมื่อวานซืนเธอเลือกเวลาย้ายได้ดี เพราะผมออกไปทำงานเลยไม่รู้
>
หมดแรงเลยคุณ รีบกดโทรศัพท์หาเธออีกที แต่ก็เหมือนเดิมเธอไม่รับสาย
>
เลยทิ้งขอ้ความไว้ แต่ก็ไม่โทรกลับอยู่ดี ผมลืมไปสนิทเรื่องนึง
เธอเรียนจบแล้ว
>
เธอเรียนจบ
>
3 ปี ครึ่ง นี่แสดงว่าเธอเรียนจบมาเดือนกว่าแล้วแต่ผมไม่ได้นึกเอะใจเลย
>
อาจเป็นช่วงที่
>
กำลังงอนก็ได้
>
>
ผมกลับขึ้นมา ห้องนั้นไม่ได้ล๊อคกุญแจ คงรอทำความสะอาด
>
ฝักบัวที่ผมเปลี่ยนให้เธอก็ยัง
>
อยู่ที่เดิม ห้องมันว่างเปล่ามาก
>
วันนี้ผมนั่งอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนทุกวันแต่สิ่งที่ต่างไปคือ
>
ไม่มีคนมาเคาะกวนประสาท
>
ไม่มีเสียงเรียก พี่นัท ไม่มีคนมานั่งเล่นกับน้องหมาอีกแล้ว
>
แล้วก็ไม่รอช้า ผมขับรถไปหาเธอที่บ้านทันที แต่ไม่ได้เข้าไปในบ้านหรอก
>
เพราะมีคนออกมาบอกว่า
>
คุณนัท ไม่อยู่มีอะไรให้สั่งไว้ คงเป็นเด็กในบ้านเธอ
>